Skip to main content

WI-GR-009 การ Packing และ ติดบาร์โค้ด

1. วัตถุประสงค์

เพื่อกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงานของส่วนตรวจรับสินค้า (GR) ในกระบวนการ Packing สินค้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ PM-SP-002 ให้ดำเนินงานอย่างถูกต้องและเป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยครอบคลุมเรื่องดังต่อไปนี้

  1. ตรวจสอบความถูกต้องของสินค้า
  2. พิจารณารูปแบบการ Packing ให้เหมาะสมกับสินค้าและพร้อมจำหน่าย
  3. จัดทำและติด Barcode ให้ตรงกับสินค้า
  4. ติดป้ายบ่งชี้หรือป้ายกำกับที่จำเป็น
  5. ทดสอบการอ่าน Barcode (Test Scan)
  6. ป้องกันการขายสินค้าผิดรายการ ผิดรหัส หรือผิดราคา

2. ขอบเขต

ใช้เป็นแนวทางสำหรับการ Packing สินค้าประเภทต่าง ๆ ให้มีรูปแบบที่เหมาะสมกับสินค้า มีความเรียบร้อย สวยงาม ปลอดภัย และเป็นมาตรฐานเดียวกันก่อนนำสินค้าเข้าสู่พื้นที่จัดเก็บหรือจำหน่าย

3. คำจำกัดความ

3.1 การ Packing สินค้า

กระบวนการจัดเตรียม บรรจุ หรือรวมสินค้าให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะสมกับลักษณะของสินค้า เพื่อให้มีความเรียบร้อย ปลอดภัย และพร้อมจำหน่าย

3.2 การ Test Scan

การทดสอบ Barcode ด้วยเครื่อง Scan เพื่อยืนยันว่า Barcode สามารถอ่านได้ และข้อมูลที่แสดงในระบบ ได้แก่ ชื่อสินค้า รหัสสินค้า ราคา ยี่ห้อ และหน่วยนับ ตรงกับสินค้าจริงก่อนนำไปจำหน่าย

4. หน้าที่และความรับผิดชอบ

4.1 Admin GR

รับผิดชอบดังนี้

  1. จัดพิมพ์ใบบันทึกผลการตรวจรับสินค้าเข้าคลัง
  2. จัดพิมพ์ Barcode ตามเอกสารที่ได้รับอนุมัติ
  3. ตรวจสอบและประสานแก้ไขข้อผิดพลาดที่พบจากกระบวนการ Packing
  4. จัดทำเอกสารประกอบชุดสินค้า และตรวจสอบข้อมูลการประกอบชุดสินค้า
  5. จัดเก็บเอกสารที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน

4.2 End Control Packing

รับผิดชอบดังนี้

  1. ตรวจสอบสินค้าและพิจารณารูปแบบการ Packing
  2. ดำเนินการ Packing และติด Barcode
  3. ตรวจสอบความถูกต้องของสินค้าและ Barcode
  4. ทำ Test Scan ก่อนนำสินค้าเข้าสู่คลัง
  5. แจ้งและประสานงานเมื่อพบปัญหาหรือข้อมูลสินค้าไม่ถูกต้อง

5. วิธีปฏิบัติงาน

กระบวนการ Packing แบ่งเป็น 2 กรณีหลัก

  1. สินค้ารับเข้าใหม่
  2. สินค้าที่นำออกจากคลังเพื่อทำการ Packing หรือติด Barcode ใหม่

5.1 กรณีสินค้ารับเข้าใหม่

ChatGPT Image 11 ส.ค. 2569 13_35_03.png

รายละเอียดกระบวนการ 
ขั้นตอนที่ 1 : จัดทำคำขอ

พนักงานประจำสินค้า / Section / พนักงานคลัง จัดทำเอกสาร

  • ใบขออนุมัติสั่งซื้อสินค้า
  • ใบขอป้ายราคา / Barcode

โดยต้องระบุให้ชัดเจน

  • รายการสินค้า
  • จำนวนสินค้า
  • จำนวนที่ต้องติด Barcode
  • จำนวนที่ต้อง Packing
  • รายละเอียดหรือรูปแบบการ Packing หากมีข้อกำหนดเฉพาะ

ขั้นตอนที่ 2 : ส่งเอกสารให้ฝ่ายบริหารสินค้า

ส่งเอกสารให้ฝ่ายบริหารสินค้าดำเนินการจัดซื้อกรณีมีการ ปรับลดจำนวนสินค้าในใบสั่งซื้อ ต้องแก้ไขจำนวนในใบขอป้ายราคา / Barcode ให้ตรงกับจำนวนที่สั่งซื้อจริงทุกครั้ง

ขั้นตอนที่ 3 : จัดทำใบสั่งซื้อ

เมื่อฝ่ายบริหารสินค้าจัดทำใบสั่งซื้อและได้รับการอนุมัติเรียบร้อยแล้ว ให้ส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องไปยังฝ่ายบัญชีตามกระบวนการ

ขั้นตอนที่ 4 : ตรวจรับสินค้า

เมื่อสินค้าเข้ามาถึงAdmin GR จัดพิมพ์ใบบันทึกผลการตรวจรับสินค้าเข้าคลังพร้อมแนบใบขอป้ายราคา / Barcodeและส่งให้ End Control Packing ตรวจสอบรายละเอียดสินค้าและความต้องการในการติด Barcode / Packing

ขั้นตอนที่ 5 : พิมพ์ Barcode

End Control Packing แจ้ง Admin GR ให้จัดพิมพ์ Barcode ตามจำนวนและรายละเอียดในใบขอป้ายราคา / Barcode ที่ได้รับอนุมัติ

ขั้นตอนที่ 6 : Test Scan

ก่อนติด Barcode กับสินค้าทั้งหมด ต้องทำ Test Scan เพื่อยืนยันว่า Barcode สามารถอ่านได้และข้อมูลในระบบถูกต้อง

ขั้นตอนที่ 7 : ตรวจสอบความถูกต้องของสินค้า

พนักงานต้องตรวจสอบอย่างน้อยดังนี้

  1. ชื่อสินค้า
  2. รหัสสินค้า
  3. Barcode
  4. ยี่ห้อ
  5. รุ่น / ขนาด / สี / ลักษณะสินค้า
  6. หน่วยนับ
  7. ราคา
  8. จำนวนบรรจุ
  9. รูปแบบ Pack

ข้อมูลทั้งหมดต้องตรงกับสินค้าจริง

เมื่อพบข้อมูลไม่ตรง

เช่น

  • ชื่อสินค้าไม่ตรง
  • รหัสสินค้าไม่ตรง
  • จำนวนบรรจุไม่ตรง
  • หน่วยนับไม่ตรง
  • ลักษณะสินค้าไม่ตรง
  • รูปแบบ Pack ไม่ตรง

ห้ามดำเนินการติด Barcode ต่อ ให้แจ้งฝ่ายบริหารสินค้าเพื่อตรวจสอบและยืนยันข้อมูลก่อนดำเนินการ

กรณีสินค้าใหม่

หากเป็นสินค้าใหม่หรือพนักงานยังไม่คุ้นเคยกับสินค้า ให้ฝ่ายบริหารสินค้าเป็นผู้ตรวจสอบและยืนยันรายละเอียดสินค้าพร้อมลงชื่อกำกับในเอกสารก่อนดำเนินการ Packing หรือ Barcode

ขั้นตอนที่ 8 : Test Scan หลังแก้ไข

กรณีมีการแก้ไขข้อมูล ต้องทำ Test Scan ซ้ำอีกครั้ง โดยข้อมูลต่อไปนี้ต้องถูกต้องตรงกับสินค้าจริง

  • ชื่อสินค้า
  • รหัสสินค้า
  • Barcode
  • ยี่ห้อ
  • หน่วยนับ
  • ราคา

หลักการสำคัญ : แก้ไขแล้วต้อง Test Scan ใหม่ทุกครั้ง

ขั้นตอนที่ 9 : ติด Barcode และ Packing

End Control Packing ดำเนินการ

  • ติด Barcode
  • Packing
  • ติดป้ายบ่งชี้ / ป้ายกำกับ

ตามจำนวนและรายละเอียดที่ได้รับอนุมัติ

ขั้นตอนที่ 10 : ส่งสินค้าเข้าคลัง

เมื่อดำเนินการเรียบร้อยแล้ว ให้แจ้งพนักงานคลังเข้ารับสินค้า เพื่อนำสินค้าเข้าสู่ตำแหน่งจัดเก็บตามระบบต่อไป

5.2 กรณีนำสินค้าจากคลังมาทำ Packing

สินค้าที่นำออกจากคลัง 014 เพื่อทำ Packing หรือติด Barcode ต้องใช้กระบวนการ โอนย้ายระหว่างที่เก็บ

กำหนดสถานะ

AVL → SPK (PKS) → AVL

โดย SPK (PKS) หมายถึงพื้นที่จัดเก็บสินค้าที่อยู่ระหว่างดำเนินการ Packing

ขั้นตอนที่ 1 : ตรวจนับและทำใบโอน

พนักงานผู้รับผิดชอบสินค้าต้อง

  1. ตรวจนับสินค้าที่นำออกจากคลัง
  2. จัดทำใบขอโอนย้ายสินค้าระหว่างคลัง
  3. จำนวนในใบโอนต้องตรงกับจำนวนสินค้าจริง

ขั้นตอนที่ 2 : ส่งสินค้าเข้าห้อง Packing

ส่งสินค้าและใบขอโอนให้ End Control Packing ตรวจสอบ

จากนั้นดำเนินการโอนสถานะสินค้า

คลัง 014 : AVL → SPK (PKS)

เพื่อให้สามารถตรวจสอบตำแหน่งและจำนวนสินค้าที่อยู่ระหว่าง Packing ได้อย่างชัดเจน

ขั้นตอนที่ 3 : ดำเนินการ Packing

End Control Packing ดำเนินการ

  • ตรวจสอบสินค้า
  • Packing
  • ติด Barcode
  • Test Scan
  • ตรวจสอบความเรียบร้อย

เมื่อดำเนินการเสร็จ ให้แจ้งพนักงานคลังรับสินค้า

ขั้นตอนที่ 4 : ตรวจนับก่อนส่งกลับคลัง

พนักงานคลังต้องตรวจนับจำนวนสินค้าที่ Packing เสร็จแล้วตามจำนวนจริง

จากนั้นโอนสินค้า

คลัง 014 : SPK (PKS) → AVL

ตามจำนวนที่ตรวจนับได้จริง

ขั้นตอนที่ 5 : ตรวจสอบยอดสินค้า

จำนวนสินค้า

ที่โอนเข้า SPK (PKS)

ต้องเท่ากับ

จำนวนที่โอนกลับ AVL

หากจำนวนไม่ตรง ต้องตรวจสอบและหาสาเหตุก่อนปิดรายการ

สินค้าที่สูญหายหรือไม่สามารถตรวจสอบที่มาได้ระหว่างอยู่ในพื้นที่ Packing ถือเป็นรายการที่ต้องดำเนินการตรวจสอบความรับผิดชอบของส่วนงาน Packing

ขั้นตอนที่ 6 : ตรวจสอบสินค้าคงค้าง

สามารถตรวจสอบสินค้าที่ค้างอยู่ในพื้นที่ Packing ได้จากระบบรายงาน

Home
MC-Merchandising (ฝ่ายบริหารสินค้า)
GR-Good Receiving (ตรวจรับสินค้า)
รายงานประจำวัน
รายงานสินค้าสถานะ SP

ควรตรวจสอบสินค้าคงค้างเป็นประจำ เพื่อป้องกันสินค้า

  • ค้าง Packing เป็นเวลานาน
  • สูญหาย
  • ตกหล่น
  • ไม่ถูกโอนกลับคลัง
  • มีจำนวนในระบบไม่ตรงกับสินค้าจริง

6. จุดควบคุมสำคัญของกระบวนการ

เพื่อป้องกันความผิดพลาด ให้ยึดหลักดังนี้

1. เอกสารต้องตรงกับสินค้าจริง

จำนวนสินค้าในเอกสาร Barcode ใบโอน และสินค้าจริงต้องตรงกัน

2. Barcode ต้องตรงกับสินค้า

ห้ามติด Barcode โดยไม่ได้ตรวจสอบชื่อ รหัส รุ่น ขนาด สี หน่วยนับ และราคา

3. สินค้าใหม่ต้องได้รับการยืนยัน

กรณีไม่แน่ใจในรายละเอียดสินค้า ต้องให้ฝ่ายบริหารสินค้ายืนยันก่อนดำเนินการ

4. ต้อง Test Scan

สินค้าใหม่หรือ Barcode ที่จัดทำใหม่ต้องผ่านการ Test Scan ก่อนนำไปจำหน่าย

5. แก้ไขแล้วต้อง Scan ซ้ำ

เมื่อมีการแก้ไขข้อมูลสินค้า ต้อง Test Scan ใหม่ทุกครั้ง

6. สินค้าเข้า-ออกห้อง Packing ต้องตรวจนับ

จำนวนที่นำเข้า SPK (PKS) และจำนวนที่ส่งกลับ AVL ต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้

7. ห้ามมีสินค้าค้างโดยไม่ทราบสถานะ

สินค้าทุกชิ้นในห้อง Packing ต้องสามารถระบุเจ้าของงาน สถานะ และจำนวนได้

อุปกรณ์ในการ Packing ประกอบด้วย 

  • หัวถุงประเภทต่าง ๆ 



  • ถุงพลาสติกขนาดต่าง ๆ 



  • ฟิล์มหด 

  • เครื่องมือในการ Pack 



  • แผ่นฟิล์ม



  • เครื่องพิมพ์ 




  • บาร์โค้ด


วิธีการติดสติ๊กเกอร์บาร์โค๊ด (Bar Code)

  1. สินค้าชนิดที่เป็นกล่อง สินค้าที่มีลักษณะเป็นกล่องให้ติดสติ๊กเกอร์บาร์โค๊ด ตรงมุมบนด้านขวาของกล่อง ติดในด้านที่เหมือนกันเพื่อความสะดวกในการเช็คสินค้าและความเป็นระเบียบเรียบร้อย เช่น ตะปูที่ขายเป็นกล่อง สินค้าประเภทโคมไฟ,ไฟกิ่ง,พัดลมโคมไฟที่เป็นกล่อง เป็นต้น

  2. สินค้าที่มีลักษณะเป็นแท่งยาว ให้ติดสติ๊กเกอร์บาร์โค๊ด ตามแนวยาวของตัวสินค้า เช่น ฟุตเหล็ก เหล็กฉาก ระดับน้ำ คิ้วกระเบื้อง ท่อน้ำไทย แท่งกาวโหลด รางเก็บสายไฟ ดอกสว่านที่ไม่ต้องแพ็ค เป็นต้น

  3. สินค้าที่มีลักษณะโค้ง ขรุขระ ไม่สามารถติดสติ๊กเกอร์บาร์โค๊ดได้ ให้แพ็คใส่ถุงพลาสติกใสที่ทางบริษัทได้เตรียมไว้ให้ ซึ่งจะมีหัวถุงของบริษัทนพดล พานิช จำกัด ใช้ปิดปากถุง ก็ให้ติดสติกเกอร์บาร์โค๊ด ตรงหัวถุงด้านที่ใช้สำหรับให้ติดสติ๊กเกอร์บาร์โค๊ด เช่น สกรูเกลียวที่แบ่งขายเป็นแพ็ค ตะปูที่แบ่งขายเป็นแพ็ค 

  4. สินค้าที่แบ่งขายเป็นแพ็ค เช่น ปูน แชล็ค รวมถึงกาวยาแนว ให้ติดสติ๊กเกอร์บาร์โค๊ด ตรงมุมบนด้านขวาของถุงที่ทำการแพ็คเสร็จเรียบร้อยแล้ว ติดทางด้านหน้าของตัวสินค้า

  5. สินค้าที่ไม่สามารถแพ็คใส่ถุงได้ เช่น ข้อต่อ ข้องอ บอลวาล์ว ท่อพันเกลียว ให้ติดสติ๊กเกอร์บาร์โค๊ด ตรงตำแหน่งที่สามารถติดสติ๊กเกอร์บาร์โค๊ดได้ ไม่ไห้ติดตามความโค้งงอของตัวสินค้า ซึ่งจะทำให้สแกนบาร์โค๊ดไม่ได้ หรือสแกนบาร์โค๊ดไม่ผ่าน

  6. สินค้าที่ลื่นไม่สามารถติดสติ๊กเกอร์บาร์โค๊ดได้ ให้ใช้ฟิล์มหดเป็นตัวห่อสินค้านั้น แล้วใช้เครื่องเป่าลมร้อนเป่า แล้วจึงติดสติ๊กเกอร์บาร์โค๊ดได้ เช่น ข้องอแป๊บ ยูเนี่ยนแป๊บ เป็นต้น

  7. สินค้าประเภทประตู/บานซิงค์ที่อยู่ในกล่อง ให้ติดสติ๊กเกอร์บาร์โค๊ดตรงด้านข้างของกล่องของสินค้าและต้องติดในแนวเดียวกัน ซึ่งเวลาที่วางซ้อนกันหลายๆชั้น จะสามารถดูบาร์โค๊ดได้ว่าเป็นสินค้ารุ่นเดียวกัน ประเภทเดียวกันหรือไม่ เพื่อความสะดวกในการเช็คสินค้า และหยิบขายให้ลูกค้า 

  8. สินค้าที่ไม่ต้องติดสติ๊กเกอร์บาร์โค๊ด เช่น กระดาษทรายที่ไม่ต้องติดบาร์โค๊ด และสินค้าอื่นๆ ที่ไม่ต้องติดบาร์โค๊ด จะใช้ยิงบาร์โค๊ดที่แคชเชียร์ ซึ่งตรงจุดแคชเชียร์จะมีแฟ้มที่เก็บสติ๊กเกอร์บาร์โค๊ดสินค้าเพื่อสแกนขาย ซึ่งจะมีการแยกประเภทสินค้าไว้เป็นหมวดหมู่ เพื่อความสะดวกของแคชเชียร์

  9. สินค้าที่มีส่วนประกอบ 2 ส่วน ในการแพ็คกิ้งสินค้าดังกล่าว ให้ แพ็คสินค้าดังกล่าวเข้าด้วยกัน โดยซ้อนไว้ข้างบน หรือ แพ็คติดกัน โดยใช้เทปปิดกล่องสีใส พันสินค้าเพื่อยึดสินค้าเข้าด้วยกัน เช่น ดีดีโพลียูรีเทน สีอีพ๊อกซี่ ฯลฯ

  10. สินค้าที่เป็นแพ็ค โดยไม่นำมาแยกขาย ให้จัดทำ บาร์โค๊ตแบ่งขายใช้ในการติดสินค้า โดยระบุจำนวนสินค้าที่อยู่ในแพ็คให้ชัดเจน อ่านออกง่าย เช่น ผ้าปิดจมูก พรมกันลื่น 

ข้อควรระวังในการติด Bar code 

  1. สินค้าที่มีรายละเอียดของสินค้า ไม่ให้ ติดสติ๊กเกอร์บาร์โค๊ดทับตรงที่มีรายละเอียดของสินค้า ให้ติดตรงตำแหน่งที่ว่างของตัวสินค้า เพื่อที่ลูกค้าจะได้อ่านดูรายละเอียดของสินค้า และใช้ตัดสินใจในการซื้อสินค้านั้นๆ เช่น คุณภาพสินค้า บริษัทผู้ผลิต วัน/เดือน/ปี ที่ผลิต
    กรณี 1. สินค้าอะคริลิค มีบาร์โค๊ต ที่มาจากโรงงาน และมี Lot การผลิต อยู่กับบาร์ ไม่สามารถสแกนบาร์ ได้ การพิมพ์บาร์โค๊ตมาติด เนื่องจากเป็นบาร์โค๊ตเดียวกัน ไม่ต้องปิดทับ ให้ติดตรงจุดที่ว่าง ตามแนวยาวของหลอด
    PAR69-SA-003 สินค้าอะคริลิค Sealex Sx1500 หมดอายุจำนวน 81 หลอด

  2. การติดสติ๊กเกอร์บาร์โค้ด ต้องพิจารณาก่อนว่า สินค้าที่จะนำมาติดสติ๊กเกอร์บาร์โค้ด มีลักษณะเป็นอย่างไร เพื่อที่จะได้ทำการแพ็คหรือการติดสติ๊กเกอร์ได้ถูกต้องตามวิธีที่ระบุไว้ข้างต้น

  3. การติดบาร์โค้ด ในแต่ละครั้งจะต้องติดในแนวเดียวกัน เพื่อเป็นมาตราฐานในการติดบาร์โค้ด

  4. บาร์โค้ดแบ่งขาย ต้องระบุจำนวนสินค้าให้อ่านได้ชัดเจน ถ้าเขียนจำนวนไม่ชัดเจนต้องเปลี่ยนใหม่ทันที

  5. ต้องตรวจสอบสินค้าโดยการ Test Scan Barcode ทุกครั้ง เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง



ตัวอย่างรูปแบบการ Packing

 




ตัวอย่างสินค้าแบ่ง Pack เป็น กก. 


ตัวอย่างสินค้าที่ใช้แขวน 





ตัวอย่างสินค้าประเภท แปรงทาสี 


ตัวอย่างสินค้าประเภท สกรู 

ตัวอย่างสินค้าประเภท ตะปู 




การบรรจุสินค้าประเภทชุด 



การบรรจุสินค้าประเภทเกรียงใบโพธิ์ 

การบรรจุสินค้าผ้าปิดจมูก 




การติดบาร์โค๊ต สินค้าแบ่งขาย เป็นหีบห่อ ชุด 





การบรรจุสินค้าประเภท อุปกรณ์ไฟฟ้า





การบรรจุสินค้าประเภท กระเบื้องแต่งลาย 



การติด Barcode อุปกรณ์ PVC 





การติด Barcode ท่อ PVC 




การติด Barcode อุปกรณ์ ท่อเหลือง 



การ Packing และ การติด Barcode บอลวาล์ว และประตูน้ำ

วิธีการแพ็คสินค้า SPO ประกอบเซ็ท

  1. เมื่อสินค้าเข้าพนักงาน GR จะต้องจัดแพ็คสินค้าประกอบเซ็ทไว้ให้เรียบร้อย กรณีอุปกรณ์ต่างๆ ให้จัดเซ็ทใส่กล่องหรือแลปรวมกันไว้ให้เรียบร้อย

เมื่อติดสินค้าบนพื้นผิวที่ไม่เรียบทำให้สติ๊กเกอร์บาร์โค้ดหลุดลุ่ยออกมาร่วงปะในกับสินค้าไซด์อื่นๆ ได้ 

image.pngimage.png

image.png



ตัวอย่างวิธีการติดบาร์โค้ดที่ถูกต้อง

หาพื้นที่ไม่ขรุขระและมีผิวเรียบเพื่อให้การติดสติ๊กเกอร์หนาแน่นและไม่หลุดลุ่ย 

image.pngimage.png

ข้อควรปฏิบัติเมื่อ Vender ส่งสินค้ามาแล้วบาร์โค้ดไม่มีหรือบาร์โค้ดยิงไม่ขึ้น

1. วัตถุประสงค์

          เพื่อกำหนดขั้นตอนการปฏิบัติในการตรวจรับและจัดการสินค้าที่บาร์โค้ดยิงไม่ได้ ให้เป็นไปอย่างมีระบบ ป้องกันความผิดพลาดในการรับเข้าสินค้า และสามารถติดตามความรับผิดชอบของ Vendor ได้อย่างโปร่งใส

2. ขอบเขต

ใช้สำหรับพนักงานตรวจรับสินค้า ฝ่ายบริหารสินค้า ฝ่ายจัดซื้อ และ Vendor ทุกคู่ค้า

3. คำจำกัดความ

  • บาร์โค้ดยิงไม่ได้: บริษัทฯ ต้นทางไม่ได้ติดบาร์โค้ดสินค้ามาให้ หรือ มีบาร์โค้ดแต่ บาร์โค้ดที่ไม่สามารถอ่านด้วยเครื่องสแกนเนอร์ได้ หรือไม่มีข้อมูลตรงกับระบบ

  • Vendor: ผู้จำหน่ายหรือผู้ส่งมอบสินค้าให้กับบริษัทฯ

4. บทบาทและความรับผิดชอบ

  • ฝ่ายตรวจรับสินค้า

    • ตรวจสอบบาร์โค้ดทุกครั้งในการรับสินค้า

    • แยกสินค้าและติดป้าย “สินค้าบาร์โค้ดมีปัญหา”

    • รายงานและส่งต่อให้ฝ่ายบริหารสินค้า/จัดซื้อ

  • ฝ่ายบริหารสินค้า/จัดซื้อ

    • ประสานงานกับ Vendor เพื่อหาทางแก้ไข

    • กำหนดวิธีการติดบาร์โค้ดใหม่ (โดย Vendor หรือติดแทนและเรียกเก็บค่าใช้จ่าย)

    • ติดตามผลและอนุมัติการรับเข้าสินค้าเมื่อแก้ไขแล้ว

  • Vendor

    • ตรวจสอบบาร์โค้ดก่อนการส่งมอบทุกครั้ง

    • แก้ไขหรือชดใช้ค่าใช้จ่ายในการติดบาร์โค้ดใหม่ตามที่บริษัทฯ กำหนด

5. ขั้นตอนการปฏิบัติ (Procedure)

  1. ตรวจสอบสินค้า

    • เมื่อรับสินค้า ให้พนักงานตรวจรับทำการยิงบาร์โค้ดทุกล็อต

    • หากบาร์โค้ดยิงไม่ได้ ให้แยกสินค้าออกทันที 

  2. แยกสินค้าและบันทึกปัญหา

    • ติดป้ายกำกับ “สินค้ามีปัญหาบาร์โค้ด” และล็อกกุญแจให้แน่นหนาไว้ในห้อง Packing 

    • กรอก “แบบฟอร์มรายงานสินค้าบาร์โค้ดยิงไม่ได้” พร้อมรายละเอียด (ชื่อสินค้า, รหัสสินค้า, จำนวน, วันที่, ชื่อผู้ตรวจรับ)

  3. แจ้งฝ่ายบริหารสินค้า/จัดซื้อ

    • ส่งฟอร์มรายงานและสินค้าที่แยกไว้

    • ฝ่ายบริหารสินค้าประสาน Vendor ภายใน 24 ชั่งโมง ทำการ

  4. การแก้ไขปัญหา

    • Vendor แก้ไข: ส่งบาร์โค้ดใหม่มาให้ติด หรือมาทำการติดเอง 

    • บริษัทติดแทน: หาก Vendor ยินยอม บริษัทฯ ติดบาร์โค้ดใหม่และเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจาก Vendor (2 บาท/ดวง)

    • บางกรณีอาจจะปฏิเสธการรับสินค้าหรือส่งกลับต้นทาง 
  5. การรับเข้าสินค้า

    • พนักงานตรวจรับสินค้าต้องรับสินค้าเข้าในระบบทุกสิ้นวันแม้ว่าจะมีปัญหาเรื่องบาร์โค้ดที่ต้องแก้ไข 
    • เมื่อบาร์โค้ดที่ส่งมาถูกแก้ไขเรียบร้อยแล้ว พนักงานตรวจรับทำการยิงทดสอบอีกครั้งติดบาร์และแจ้งพนักงานผู้รับผิดชอบสินค้าเพื่อตรวจสอบและเก็บเข้าคลัง

    • กรณีที่ตกลงทาง Vender รับผิดชอบค่าบาร์โค้ดให้พนักงานติดบาร์โค้ดทันที
  6. การบันทึกข้อมูลและปิดงาน

    • ฝ่ายตรวจรับบันทึกเหตุการณ์ลงในระบบหรือแฟ้มงาน

    • ฝ่ายบริหารสินค้าติดตาม Vendor ว่าได้ชำระค่าใช้จ่ายครบถ้วน (ถ้ามี)

6. เอกสาร/แบบฟอร์มที่เกี่ยวข้อง

  • แบบฟอร์มรายงานสินค้าบาร์โค้ดยิงไม่ได้

  • ใบแจ้งหนี้เรียกเก็บค่าใช้จ่ายจาก Vendor (ถ้ามี)

8. การประเมินและปรับปรุง

  • แจ้งรายงานการปัญหาาบาร์โค้ดประจำวัน 

  • ใช้ข้อมูลนี้ประกอบการประเมิน Vendor ประจำปี